close

4 ข้อควรรู้ก่อนทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย

บ้านพักอาศัยจัดได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงและมีคุณค่าทางจิตใจ หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นกับบ้านของเรา เช่น อัคคีภัย หรือภัยพิบัติต่าง ๆ จะสร้างความเสียหายอย่างมาก เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิม ดังนี้นประกันอัคคีภัยจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น แทนที่เราจะต้องมารับความเสี่ยงไว้เอง ก็โอนความเสี่ยงภัยไปให้กับประกันภัยแทน แต่ก่อนที่จะทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยมี 4 ข้อที่เราควรรู้

1. ทำประกันอัคคีภัยให้ครอบคลุมมูลค่าบ้านและทรัพย์สินภายในบ้าน

ทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยควรทำให้ครอบคลุมมูลค่าบ้านและทรัพย์สินภายในบ้าน แต่ไม่ควรทำประกันเกินมูลค่าบ้านและทรัพย์สินภายในบ้าน เพราะหลักการจ่ายค่าสินไหมทดแทน จะจ่ายให้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินมูลค่าของทรัพย์สินที่ได้ทำประกันไว้ สมมติว่า ซื้อบ้านพร้อมที่ดิน มูลค่า 2,000,000 บาท แบ่งเป็นที่ดิน 1,000,000 บาท และบ้าน 1,000,000 บาท

ดังนั้น ทุนประกันอัคคีภัยที่ครอบคลุมมูลค่าบ้าน เท่ากับ 1,000,000 บาท แต่ความคุ้มครองนี้ยังไม่ครอบคลุมกับเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน หากเกิดความเสียหายเฉพาะเฟอร์นิเจอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ซึ่งผู้เอาประกันสามารถแจ้งให้คุ้มครองเพิ่มในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ได้ เช่น

– ทุนประกันบ้าน 1,000,000 บาท

– ทุนประกันเฟอร์นิเจอร์ 500,000 บาท

– รวม 1,500,000 บาท

บางกรณีผู้เอาประกันภัยมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน คิดว่าบริษัทประกันภัยรับประกันด้วยทุนประกันที่ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงได้ไปทำประกันอัคคีภัยกับบริษัทอื่นเพิ่มอีก 1 แห่ง รวมเป็น 2 แห่ง

จากตัวอย่างเดิม ผู้เอาประกันได้ทำประกันกับบริษัท A ทุนประกัน 1,000,000 บาท และได้ไปทำประกันกับบริษัท B เพิ่มอีก 1,000,000 บาท มีทุนประกันรวม 2,000,000 บาท

หากเกิดอัคคีภัยประเมินความเสียหายได้ 800,000 บาท กรณีนี้บริษัท A และบริษัท B จ่ายค่าสินไหมทดแทนรวมกันไม่เกิน 800,000 บาท ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่บริษัทละ 800,000 บาท อีกทั้ง ทำให้ผู้เอาประกันอัคคีภัยเสียเบี้ยประกันภัยโดยเปล่าประโยชน์

2. ไม่ควรทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สิน

เป็นข้อยกเว้นเฉพาะประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยเท่านั้น จากตัวอย่างข้างต้น หากผู้เอาประกันไม่ประสงค์ทำเต็มมูลค่าทรัพย์สิน แต่ควรทำทุนประกันไม่ต่ำกว่า 700,000 บาท หรือ 70% ตามหลักเกณฑ์การประกันอัคคีภัย เพราะหากเกิดอัคคีภัยเสียหายทั้งหมดประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามทุนประกันที่ได้ทำไว้คือ 700,000 บาท

แต่หากผู้เอาประกันทำประกันอัคคีภัยทุนประกันต่ำกว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สิน เช่น ต้องการทุนประกันเพียง 600,000 บาท คิดเป็น 60% ต่อมาเกิดอัคคีภัยเสียหายบางส่วน ประเมินความเสียหาย 300,000 บาท ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนเพียง 180,000 บาท (300,000 X 60%) ตามหลักเกณฑ์ถือว่าผู้เอาประกันภัยรับความเสี่ยงบางส่วนไว้เอง

3. ซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม

ถ้าผู้เอาประกันภัยพิจารณาแล้วว่าความคุ้มครองปกติที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอ สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ ความคุ้มครองที่มักจะซื้อเพิ่มเติม ได้แก่ ภัยโจรกรรม, ภัยน้ำท่วม เป็นต้น

การซื้อความคุ้มครองเพิ่ม สิ่งที่ตามมาก็คือมีค่าเบี้ยประกันส่วนเพิ่มนั่นเอง ถ้าผู้เอาประกันภัยต้องการซื้อความคุ้มครองจากภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม แต่พื้นที่นั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ บริษัทประกันอาจพิจารณาไม่รับประกันภัยส่วนเพิ่มนี้ได้ หรือถ้ารับประกันอาจพิจารณาเพิ่มเบี้ยประกันในอัตราที่สูงกว่าปกติได้

สำหรับภัยที่ซื้อเพิ่มเติมได้ เช่น ภัยลมพายุ ภัยจากลูกเห็บ ภายจากควัน ภัยจากแผ่นดินไหว ภัยจราจลและนัดหยุดงาน ภัยเนื่องจากป่าเถื่อนและการกระทำด้วยเจตนาร้าย ภัยระอุ ภัยระอุมีการลุกไหม้/ระเบิด ภัยต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า

4. เลือกระยะเวลาคุ้มครองยาว

แนะนำให้ผู้เอาประกันภัยทำประกันอัคคีภัยระยะเวลา 3 ปี เพื่อที่จะได้รับประโยขน์จากอัตราค่าเบี้ยประกันที่ลดลง แต่หากผู้เอาประกันภัยพิจารณาแล้วเห็นว่าการเลือกระยะเวลาคุ้มครองยาวเป็นภาระทางการเงินมากเกินไป ก็อาจพิจารณาเลือกทำประกันภัยระยะเวลา 1 ปีแทนได้

ประกันอัคคีภัยบ้านแบบประหยัด คุ้มครอง 1 ปี

การทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยแบบประหยัด (ไมโครอินชัวรันส์) ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยสามารถกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงได้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ก็จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 600 บาท

ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ได้แก่ บ้าน ทาวเฮาส์ บ้านแฝด ตึกแถว ห้องชุดสำหรับอยู่อาศัย ในแฟลต อาคารชุด คอนโดมิเนียม (เฉพาะสิ่งปลูกสร้าง)

โดยให้ความคุ้มครองสำหรับความเสียหายที่เกิดจาก 6 ภัยหลัก คือ

1. ไฟไหม้

2. ฟ้าผ่า

3. ระเบิด

4. ภัยที่เกิดจากการเฉี่ยวการชนของยวดยานพาหนะหรือสัตว์พาหนะ (ช้าง ม้า วัว ควาย) รวมถึงการหล่นทับของสินค้าที่บรรทุกมากับยานพาหนะหรือสัตว์พาหนะ

5. ภัยจากอากาศยานหรือวัตถุที่ตกจากอากาศยาน

6. ภัยเนื่องจากน้ำ (ไม่รวมน้ำท่วม) ที่เกิดจากการปล่อย การรั่วไหล การล้นออกมาของน้ำ จากท่อน้ำ ถังน้ำ ระบบทำความร้อน ระบบทำความเย็น ระบบปรับอากาศ รวมถึงน้ำฝนที่ไหลผ่านเข้าไปภายในอาคารจากการเสียหายของหลังคา หน้าต่าง ประตู

Cr.ddproperty

บทความอื่นๆ

บ้านกานดา

นโยบายคุณภาพเดียวคือ “เพื่อรอยยิ้มของครอบครัว และคนรุ่นต่อๆไป” เพื่อตอบสนองความพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยลูกค้าเป็นผู้ที่เลือกได้

คอนเซ็ปต์บ้านของเรา