close

5 เคล็ดลับเพื่อ Start-Up เตรียมพร้อมขอสินเชื่อ…อนุมัติผ่านแน่นอน

สำหรับกลุ่ม Start-Up ชาว Gen Y  หรือเจ้าของกิจการใหม่กลุ่ม SME วันนี้อยากซื้อบ้านในโครงการไอลีฟ ทาวน์ แต่ต้องใช้บริการสินเชื่อจากธนาคาร คงเริ่มมีคำถามมากมาย เช่น ต้องเตรียมตัวอย่างไร? รายได้เท่าไรจะขอสินเชื่อได้ มีภาระผ่อนอยู่แล้วจะขอสินเชื่อได้หรือไม่ และสร้างประวัติดีต้องทำอย่างไรเพราะเราไม่มีบัญชีเงินเดือน  กานดามี 5 ข้อแนะนำ หากปรับให้เป็นไปตามข้อแนะนำ ขอสินเชื่อ…อนุมัติผ่านแน่นอน

 

  1. ตรวจคุณสมบัติตัวเองและประเมินรายได้ในบัญชี

ก่อนที่จะก้าวข้ามไปดูว่าเราจะกู้ผ่านหรือไม่ จะได้วงเงินกู้ตามที่ต้องการหรือเปล่า มาตรวจเช็คคุณสมบัติของตัวเองก่อนว่าจะยื่นกู้ได้หรือไม่ ข้อแรกคือต้องมีอายุมากกว่า 20 ปี มีอายุในการทำงานปัจจุบันมากกว่า 4 เดือนขึ้นไป ต้องมีเงินเดือนหรือรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท

เราเป็น Start-Up ต้องทำอย่างไร ในเงื่อนไขเรื่องของอายุงานกับรายได้ต่อเดือน สำหรับกลุ่ม Start-Up หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ สามารถยืนยันหลักฐานได้ด้วยการเดินบัญชีออมทรัพย์ สร้างประวัติรายได้จากสมุดบัญชีธนาคารก่อนจะยื่นขอสินเชื่อประมาณ 6-9 เดือน โดยให้มีเงินโอนเข้าบัญชีส่ำเสมอทุกเดือนรวมๆแล้วไม่ควรต่ำกว่า 15,000 บาท และให้มีเงินคงเหลือติดบัญชีอย่างน้อย 500-1,000 บาท ไม่ควรกดเงินออกมาทั้งหมด 100% ทันทีหลังจากมีเงินเข้าบัญชี

จากนั้นก็ประเมินตัวเองว่าจะสามารถขอสินเชื่อได้วงเงินสูงสุดเท่าไหร่ ถ้าเรามีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน จะขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 40% ของรายได้ทั้งหมด หมายความว่าถ้าเรามีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท สามารถผ่อนบ้านจำนวนเงินสูงสุดที่ 12,000 บาท ต่อเดือน  กรณีที่เลือกผ่อนชำระนาน 20 ปี จะซื้อบ้านในราคาประมาณ 1,480,000 บาท แต่ถ้าเลือกผ่อน 25 ปี จะซื้อบ้านในราคาประมาณ 1,600,000 บาท

 

2.รักษาประวัติการชำระหนี้

ข้อนี้สำคัญในกรณีที่เราซื้อบ้าน แบบผ่อนเงินดาวน์เป็นงวด และมีประวัติการผ่อนเงินดาวน์อย่างดีตลอดระยะเวลาการผ่อน ไม่ผิดนัดเลย รวมถึงประวัติการชำระหนี้ต่างๆ เช่น บัตรเครดิตมีประวัติดีมาตลอด จะช่วยให้มีโอกาสได้รับการพิจารณามากขึ้น ที่สำคัญห้ามเผลอไปผ่อนสินค้าก่อนขอสินเชื่อบ้าน 3 เดือน เพราะจะตัดโอกาสในการได้วงเงินตามเป้าหมาย

 

  1. เคลียร์หนี้ให้หมด

หากเป็นกรณีหนี้ทั่วไปที่ยังเป็นหนี้ปกติ ไม่ใช่หนี้คงค้างจนติดประวัติของเครดิตบูโร ควรเคลียร์หนี้ต่างๆ โดยเฉพาะหนี้การผ่อนสินค้าให้หมดก่อนขอยื่นกู้ ยิ่งเคลียร์ให้หมดก่อน 3-6 เดือนจะดีมาก เพราะระยะเวลาดังกล่าว แบงก์ต่างๆ จะส่งรายงานให้เครดิตบูโร โชว์ว่าหนี้เคลียร์เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเป็นเพิ่งไปเคลียร์ก่อนยื่นกู้ไม่กี่วัน ประวัติจะยังไม่แสดงผลโอกาสอาจน้อยลง

แต่ถ้าเรามีภาระผ่อนอยู่แล้วและยังเคลียร์ไม่ได้ จะขอสินเชื่อได้หรือไม่ ก็ยังมีโอกาสขอสินเชื่อบ้านได้เพราะ ธนาคารจะมีเกณฑ์ว่า ภาระหนี้ในแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 40-60% ของรายได้ต่อเดือน ในเบื้องต้น เราสามารถเช็คด้วยตัวเองง่ายๆ ว่าจะขอสินเชื่อกับธนาคารผ่านหรือไม่ เช่น ปัจจุบันเงินเดือน 30,000 บาท ถ้าธนาคารตั้งเกณฑ์ไว้ว่า ภาระผ่อนต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ ดังนั้น ภาระผ่อนโดยรวมคือเงินค่าผ่อนบ้าน บวกค่าผ่อนรายการอื่นๆ ต้องไม่เกิน 60% ถ้าไม่เกิน ก็มีโอกาสขอสินเชื่อบ้านได้ ซึ่งการผ่อนบ้านสามารถคำนวณภาระผ่อนของสินเชื่อง่ายๆ ได้ว่า สินเชื่อบ้าน 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อน 30 ปี ยอดผ่อนต่อเดือนจะประมาณ 7,200 บาท

 

  1. เตรียมเงินออมก่อนซื้อ

เมื่อตรวจคุณสมบัติตัวเองและประเมินรายได้ในบัญชี ระหว่างที่เรากำลังสร้างประวัติการชำระหนี้ที่ดี และเคลียร์หนี้เก่าได้ครบ ควรเตรียมความพร้อมในส่วนของเงินออม เพื่อให้ได้บ้านอย่างที่เราต้องการ โดยส่วนหนึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นเงินดาวน์ เมื่อเราคิดจะซื้อบ้านควรมีเงินดาวน์ประมาณ 10-20% ของราคาบ้านหลังนั้น และส่วนหนึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งในส่วนของค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ายของธนาคาร เช่น ค่าประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งขึ้นอยู่กับธนาคารกำหนด  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยต้องชำระเท่าไหร่จะขึ้นอยู่กับมูลค่าบ้านที่เป็นหลักประกันสินเชื่อ

 

5.เคล็ดลับการขอสินเชื่อ

ท้ายสุดคือ เคล็ดลับการขอสินเชื่อที่ใครหลายคนอาจไม่รู้และเผลอทำไปจนมีผลให้กู้ไม่ผ่าน กานดาขอแนะนำง่ายๆ ดังนี้

ข้อที่ 1 ไม่ควรขอสินเชื่อบ่อยเกินกว่า 1 ครั้งต่อเดือน เพราะข้อมูลการสมัครของคุณจะถูกบันทึกไว้ และจะส่งผลเสียกับการขอสินเชื่อครั้งต่อ ๆ

ข้อที่ 2 ถ้าถูกปฏิเสธสินเชื่อในครั้งแรก ให้ทิ้งช่วงเวลารอไปก่อนอย่างน้อย 3 เดือน แล้วค่อยยืนขอสินเชื่ออีกครั้ง เพื่อรอให้ปรับประวัตหลังจากที่เคลียร์การผ่อนชำระสินค้า หรือบริการต่างๆ ไปแล้ว

ข้อที่ 3 กลุ่ม Start-Up จะมีโอกาสรับการอนุมัติมากขึ้น เพียงรับเงินผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น ทางพร้อมเพย์ โอนเงินผ่าน QR code และเครื่องรับบัตรต่างๆ ของธนาคารที่เราต้องการใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย  เพราะจะทำให้ธนาคารเห็นว่าเราประกอบกิจการจริงๆ มีเม็ดเงินเข้าออกชัดเจนจากรายการบัญชีหมุนเวียน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสูงขึ้นกว่าการรับแต่เพียงเงินสดเพียงอย่างเดียวแล้วนำเงินโอนเข้าบัญชีเป็นรายเดือน

 

เพียงเท่านี้กลุ่ม Start-Up  หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระอย่างเรา ก็ขอสินเชื่อเพื่อมาอยู่ร่วมกัน และเป็นเจ้าของบ้านในทุกโครงการของ “กานดา กรุ๊ป” ได้แล้วครับ

เครดิตภาพ : Twitter

บทความอื่นๆ

บ้านกานดา

นโยบายคุณภาพเดียวคือ “เพื่อรอยยิ้มของครอบครัว และคนรุ่นต่อๆไป” เพื่อตอบสนองความพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยลูกค้าเป็นผู้ที่เลือกได้

คอนเซ็ปต์บ้านของเรา