close

ใครบ้างต้องจ่าย…ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีที่ได้เริ่มจัดเก็บกันมาตั้งแต่ปี 2563 โดยผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้ท้องถิ่นตามอัตราที่กำหนดเอาไว้ แต่รัฐได้ลดภาษีให้ 90% เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2563-2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชน

จนมาถึงปี 2565 จะเป็นปีที่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องเสียภาษีตามอัตราที่กำหนดกันเต็ม 100% โดยอัตราภาษีจะจัดเก็บตามการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบ่งได้ดังนี้

  • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม จัดเก็บร้อยละ 0.01-0.1 ตามมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง
  • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย จัดเก็บร้อยละ 0.02-0.1 ตามมูลค่าที่ดินและ/หรือสิ่งปลูกสร้าง
  • ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่น นอกจากทำเกษตรและอยู่อาศัย เช่น ประกอบกิจการ ค้าขาย จัดเก็บร้อยละ 0.3-0.7 ตามมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง
  • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ จัดเก็บร้อยละ 0.3-0.7 ตามมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง และจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ทุกๆ 3 ปี แต่ไม่เกินร้อยละ 3 หากยังคงเป็นที่รกร้างไม่ได้ทำประโยชน์อันใด

ขณะนี้หลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศก็ได้มีการจัดเก็บภาษีไปแล้ว แต่สำหรับพื้นที่กทม.ได้มีการเลื่อนการจัดเก็บภาษีมาเป็นภายในเดือนกรกฎาคม 2565 เจ้าของที่ดินและเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเริ่มทยอยได้รับใบประเมินภาษี เพื่อให้ไปชำระกันที่สำนักงานเขตที่ที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ตั้งอยู่

ส่วนใครที่ได้ใบประเมินภาษีแล้วเห็นว่า มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็สามารถส่งคำร้องต่อสำนักงานเขตได้ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษี เพื่อทำการตรวจสอบต่อไป

แต่สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือคอนโด ถ้ามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน กรณีที่ที่ดินและบ้านราคารวมกันไม่เกิน 50 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี

เช่นเดียวกับที่ดินเกษตร ถ้ามีที่ดินที่ใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรมอยู่ในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันมูลค่ารวมไม่เกิน 50 ล้านบาท ก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

ส่วนใครที่มีที่ดินแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ทิ้งไว้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะถูกเก็บภาษีแพงขึ้นๆ เรื่อยๆ ถ้าสามารถเปลี่ยนการใช้ประโยชน์จากที่ดินรกร้างเป็นที่ดินที่ใช้ประกอบการเกษตรก็จะได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขข้างต้น ต้องก็ต้องมีหลักมีเกณฑ์ในการทำเกษตร

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะปลูกกล้วย ไม่ว่าจะกล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ต้อง 200 ต้น/ไร่ ปลูกมะม่วง มะพร้าว เงาะ 20 ต้น/ไร่ มะละกอ ปลูกแบบยกร่อง 100 ต้น/ไร่ ปลูกแบบไม่ยกร่อง 175 ต้น/ไร่

ปลูกมะนาว ต้อง 50 ต้น/ไร่ ฝรั่ง ปลูก 45 ต้น/ไร่ ปลูกผลไม้ตระกูลส้มต่างๆ ได้แก่ ส้มโอ ส้มโอเกลี้ยง ส้มตรา ส้มเขียวหวาน ส้มจุก ต้องปลูก 45 ต้น/ไร่ ขนุน ต้องปลูก 25 ต้น/ไร่ แพสชั่นฟรุ๊ต 400 ต้น/ไร่ หน่อไม้ไผ่ตง 25 ต้น/ไร่ ลางสาด ลองกอง 45 ต้น/ไร่ ยางพารา 80 ต้น/ไร่ ลิ้นจี่ ลำไย 20 ต้น/ไร่ มังคุด 16 ต้น/ไร พุทรา 80 ต้น/ไร่ เป็นต้น

สรุปก็คือ ที่ดินที่ใช้ทำเกษตรกรรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ถ้ามูลค่ารวมกันไม่ถึง 50 ล้านบาท ไม่ต้องจ่ายภาษี ถ้ามีที่รกร้างก็เอาไปเปลี่ยนเป็นที่ดินเกษตรซะ เปลี่ยนได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องแจ้งกับทางท้องที่ให้ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์แล้ว ปีต่อไปจะได้คิดอัตราภาษีเป็นที่ดินเกษตร

ส่วนที่ดินที่ใช้เป็นบ้านหลังหลักถ้ามีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเช่นกัน บ้านจัดสรรและคอนโดของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็รอดตัวไป

บทความอื่นๆ

บ้านกานดา

นโยบายคุณภาพเดียวคือ “เพื่อรอยยิ้มของครอบครัว และคนรุ่นต่อๆไป” เพื่อตอบสนองความพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยลูกค้าเป็นผู้ที่เลือกได้

คอนเซ็ปต์บ้านของเรา