close

น่าตกใจ!! โรคเรื้อนปี 61 พบผู้ป่วยไทยใหม่ 124 ราย พบมากสุดที่อีสาน-จังหวัดชายแดนใต้

นพ.กฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรคเรื้อน ได้แจ้งว่า โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อไมโคแบคทีเรี่ยม เลปแปร (Mycobacterium leprae) สามารถติดต่อได้โดยทางเดินหายใจ แต่ติดต่อได้ยาก ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงในการติดเชื้อโรคเรื้อนคือผู้ที่สัมผัสคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเชื้อมาก ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อและเกิดโรคเรื้อนจะเป็นคนที่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคเรื้อนผิดปกติเท่านั้น ข้อมูลทางสถิติพบว่าผู้รับเชื้อโรคเรื้อน 100 คน จะมีโอกาสเป็นโรคเรื้อนได้เพียง 3 คน

“อาการของโรคเรื้อน ได้แก่ ผื่นผิวหนัง เป็นวงด่างสีจางหรือแดงกว่าผิวหนังปกติ บริเวณรอยโรคแห้ง เหงื่อไม่ออก อาจพบขนร่วง ที่สำคัญคือรอยโรคมีอาการชา ไม่คัน หรือเป็นผื่นนูนแดง ตุ่มแดง ไม่คัน อาการที่พบจะเป็นเรื้อรังนานมากกว่า 3 เดือน ใช้ยากินยาทาทั่วไป (ที่ไม่ใช่ยารักษาโรค) แล้วไม่ทุเลาเนื่องจากอาการเริ่มแรกของโรคนั้น ไม่มีอาการคัน หรือเจ็บปวดทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ คิดว่าไม่ใช่โรคร้ายแรง จึงไม่รีบเข้ารับการรักษา ทำให้โรคลุกลามเป็นมากขึ้น อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนส่งผลให้เกิดความพิการได้ในที่สุด ดังนั้นประชาชนทั่วไปควรหมั่นตรวจร่างกายของตนเองและบุคคลใกล้ชิด หากมีอาการดังที่กล่าวมาควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป”

โรคเรื้อนเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ ส่วนความพิการที่เกิดขึ้นแล้วหรือความเสี่ยงต่อความพิการในอนาคตนั้น ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มเป็น รวมทั้งปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดก็สามารถหยุดยั้งความพิการไม่ให้เกิดขึ้นหรือไม่ให้เพิ่มขึ้นได้ โดยผู้ป่วยควรปฏิบัติ ดังนี้

1.รับการรักษาตามที่แพทย์นัด และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยที่มีเชื้อน้อยใช้เวลารักษาต่อเนื่อง 6 เดือน ผู้ป่วยเชื้อมากใช้เวลารักษาต่อเนื่อง 2 ปี สิ่งสำคัญคือ ครอบครัวหรือคนดูแลต้องให้กำลังใจผู้ป่วยให้รับการรักษาและกินยาต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

2.หากมีความเสี่ยงหรือมีความพิการแล้วให้ดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์

3.รักษาความสะอาดของร่างกาย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ และลดความรังเกียจจากคนรอบข้าง เนื่องจากประชาชนบางส่วนเชื่อว่าคนเป็นโรคเรื้อน มักเป็นคนที่ขาดสุขอนามัยที่ดี

4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังสม่ำเสมอเพื่อสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย

5.ทำจิตใจให้ผ่องใสไม่เครียด ไม่วิตกกังวล และปฏิบัติกิจวัตรตามปกติ

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อน เมื่อได้รับการรักษาแล้วจะหายขาดจากโรค และไม่แพร่เชื้อ เพราะยาไรแฟมพิซีน (Rifampicin) ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคเรื้อนในสูตรยาผสมระยะสั้น (Multidrug therapy : MDT) มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายเชื้อโรคเรื้อนได้อย่างรวดเร็ว ผลการศึกษาพบว่า การให้ยาไรแฟมพิซีน (Rifampicin) ขนาด 600 มก. เพียงครั้งแรก สามารถฆ่าเชื้อโรคเรื้อนได้ถึง 99.9 % ภายใน 3-7 วัน จึงทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถแพร่เชื้อต่อไปได้อีก แต่ในบางคนที่มีความพิการเกิดขึ้นก่อนมารับการรักษา แม้รักษาหายจากโรค กล่าวคือปราศจากเชื้อแล้ว แต่อาจหลงเหลือความพิการได้ อย่างไรก็ตามผู้พิการเหล่านี้จะไม่แพร่เชื้อ สามารถอยู่ร่วมกับคนในครอบครัว สังคม พูดคุย และรับประทานอาหารร่วมกันได้ อีกทั้งสามารถประกอบอาชีพได้เฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไป

ปัญหาเรื่องของโรคเรื้อน ซึ่งเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง ซึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ในช่วงของการเฝ้าระวัง ทำให้โรคเรื้อนไม่เป็นปัญหาสำหรับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่ฃปัจจุบันพบว่าสถานการณ์ของโรคเรื้อนปี 61 พบผู้ป่วยไทยรายใหม่ 124 ราย พบมากพื้นที่อีสาน-จังหวัดชายแดนใต้

โดบในปี 2561 ที่ผ่านมา จังหวัดที่พบจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่สูงสุด5 ลำดับแรก คือ บุรีรัมย์ 11 ราย ขอนแก่น10 ราย นราธิวาส 8 ราย กรุงเทพมหานคร 7 ราย และปัตตานี 5 ราย โดยผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ยังคงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มาข้อมูล:กรมควบคุมโรคเรื้อน

บทความอื่นๆ

บ้านกานดา

นโยบายคุณภาพเดียวคือ “เพื่อรอยยิ้มของครอบครัว และคนรุ่นต่อๆไป” เพื่อตอบสนองความพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยลูกค้าเป็นผู้ที่เลือกได้

คอนเซ็ปต์บ้านของเรา