แนะนำวิธีกำจัดเหา ให้ได้ผลต้องทำอย่างไร

09 ก.พ.
เหา

  นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ ได้กล่าวว่า เหาเป็นโรคติดต่อที่พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในเด็กหญิงวัยเรียน อายุระหว่าง 3-12 ปี ทั่วโลก โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานสงเคราะห์ ซึ่งเด็กๆ เล่น สัมผัสใกล้ชิดกันทำให้เหาติดต่อกันทางเส้นผม การสัมผัสใกล้ชิดโดยตรง หรือผ่านการใช้หวี ไดร์เป่าผม หมวก หรือหมอนร่วมกัน การตรวจพบไข่เหาที่เส้นผมบริเวณท้ายทอยและหลังหู ร่วมกับอาการคันศีรษะ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่แสดงอาการคันศีรษะ ส่วนใหญ่พบเป็นรอยแดง สะเก็ด หรือรอยแกะเกาที่ไม่จำเพาะ บางรายอาจตรวจพบเป็นผื่นตุ่มแดงขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร มีไข้ต่ำๆ หรือต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากการติดเชื้อเหา ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ตุ่มหนองที่บริเวณศีรษะ

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจรักษาถ้าพบไข่หรือตัวเหาที่บริเวณเส้นผม อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือใช้กล้องจุลทรรศน์ โดยไข่ใหม่ที่ยังไม่ฟักเป็นตัวจะมีสีน้ำตาล แต่ถ้าฟักเป็นตัวแล้วไข่จะมีสีขาวใส ซึ่งการตรวจพบตัวเหาที่เส้นผมเป็นการยืนยันว่ายังมีการติดเชื้ออยู่ ดังนั้นแนวทางการดูแลรักษาโรคเหา มีดังนี้

1.ใช้หวีเสนียดหวีเอาตัวเหาและไข่เหาออก

2.โกนผมบริเวณดังกล่าวออก อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อรุนแรงและดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

3.ทำความสะอาดเสื้อผ้า หมวก ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน และปลอกหมอน โดยซักด้วยน้ำร้อนและใช้ความร้อนทำให้แห้ง

ส่วนหวีให้ล้างในน้ำร้อนอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส หรือเคลือบด้วยยาฆ่าเหานาน 15 นาที 4.ใช้ยาฆ่าเหาเป็นการรักษาหลัก ยาฆ่าเหาชนิดทาวิธีใช้คือทายาลงบนผมที่แห้ง 2 ครั้ง ในระยะเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์ ในส่วนยาฆ่าเหาชนิดกินให้ประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กน้ำหนักตัวน้อยกว่า 15 กิโลกรัม หญิงให้นมบุตร  และหญิงตั้งครรภ์ สำหรับการป้องกันการติดต่อไปสู่ผู้อื่น คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด ไม่ใช้สิ่งของต่างๆ ด้วยกัน เช่น หวี หมวก เสื้อผ้า หมอนที่นอน

ที่มาข้อมูล:กรมการแพทย์