รู้ไว้!! อาการไอเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

09 ต.ค.
canstockphoto20078358

อาจารย์ นพ.ไตรภูมิ สุวรรณเวช ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการไอเป็นปฏิกิริยาอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่เสมือนกลไกป้องกันตัวเองของระบบทางเดินหายใจให้ขับเอาเชื้อโรคหรือสิ่งที่อุดกั้นทางเดินหายใจออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด
อาการไอสามารถแบ่งตามระยะเวลาออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. อาการไอฉับพลัน คือ เริ่มมีอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน ลำคอ และกล่องเสียง เช่น หวัด ไซนัสอักเสบชนิดฉับพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ โรคถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ การมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือสัมผัสกับควันบุหรี่ ควันไฟ มลพิษทางอากาศ เป็นต้น
2. อาการไอเรื้อรัง คือ มีอาการไอนานมากกว่า 3 – 8 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรควัณโรค โรคหืด อาจเกิดจากไซนัสอักเสบชนิดเรื้อรัง โรคกรดไหลย้อน และการใช้เสียงมากทำให้สายเสียงอักเสบเรื้อรัง รวมถึงเนื้องอกบริเวณลำคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม โรคสมองในส่วนที่ควบคุมการไอ นอกจากนี้อาจเป็นผลข้างเคียงของการรับประทานยาบางชนิดได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าอาการไอที่เกิดจากโรคที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจส่วนบนมักจะอันตรายหรือมีความรุนแรงน้อยกว่าโรคที่มาจากทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งแพทย์ก็จะต้องวินิจฉัยและแยกโรคให้กับผู้ป่วยต่อไป
เมื่อเกิดอาการไอควรประเมินความรุนแรงของอาการไอ ถ้าเป็นอาการไอที่รุนแรง หอบเหนื่อย หายใจไม่สะดวก ไอเป็นเลือด มีไข้สูง เช่น ไอรุนแรงจนเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เจ็บคอเหมือนมีก้อนเนื้ออยู่ในลำคอ หรือไอนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการซักประวัติและตรวจร่างกายในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่างและอาจส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ส่งตรวจภาพถ่ายรังสีของไซนัสและปอด การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินหายใจ การตรวจเสมหะ การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด

ส่วนการรักษาแพทย์จะรักษาตามสาเหตุ โดยขึ้นอยู่กับคนไข้ในแต่ละรายไป เช่น กรณีสาเหตุเกิดจากหวัด หลอดลมอักเสบ ไอไม่มากมักให้ยารับประทานไปก่อน หรือกรณีไอมีเสมหะข้นมาก จะถูกขับออกจากหลอดลมได้ยาก ก็จะให้ยาละลายเสมหะ หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียก็จะให้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย แต่ถ้ามีอาการไอเพียงเล็กน้อย แนะนำการปฏิบัติตัวง่ายๆ เพื่อลดอาการไอได้ด้วยตัวเอง อาทิ งดของเย็น ของทอด ดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อช่วยลดความข้นของเสมหะ รวมทั้งหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอมากขึ้น เช่น สารเคมี บุหรี่ มลพิษทางอากาศ สารก่อการระคายเคืองต่างๆ ที่สำคัญเวลาไอควรปิดปากทุกครั้งเพื่อเป็นการลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

ที่มาข้อมูล : คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เครดิตภาพ : leejangmeng