รู้ว่า …การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร

30 ก.ย.
CT scan

รศ.พญ.จิตรลัดดา วะศินรัตน์ ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan ว่าเป็นการตรวจหาโรคที่ให้ผลแม่นยำและนำไปสู่การรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจด้วยวิธีนี้ทำอย่างไร ตรวจอวัยวะใดได้บ้าง และมีความจำเป็นอย่างไร มาหาคำตอบกัน
“ การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า CT scan เป็นการถ่ายภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วยลำแสงเอกซ์ โดยฉายผ่านอวัยวะที่ต้องการตรวจ ซึ่งภาพที่ได้จะเป็นภาพในแนวตัดขวางของร่างกายและสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการตรวจนี้ ไปสร้างภาพในระนาบอื่น ๆ เพิ่มเติม ทำให้เห็นรอยโรคได้ชัดเจนมากขึ้น และนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นแพทย์จึงนิยมใช้ CT scan เพื่อตรวจหารอยโรคในระยะเริ่มต้น ดูการกระจายของตัวโรค เพื่อวางแผนการรักษา รวมไปถึงใช้ตรวจติดตามหลังการรักษาด้วย “

เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan นี้ สามารถตรวจรอยโรคในอวัยวะได้เกือบทุกชนิด ตั้งแต่ สมอง ลำคอ ปอด ตับ อวัยวะต่าง ๆ ภายในช่องท้อง รวมถึง ต่อมน้ำเหลือง กระดูก และหลอดเลือด แต่ไม่สามารถตรวจเส้นประสาท และเอ็นของข้อต่อต่าง ๆ ได้
การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan จะแตกต่างจากการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจ โดยการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan จะมีการนัดหมายการตรวจ เพราะมักมีการฉีดสารทึบรังสีร่วมด้วย โดยผู้ป่วยที่ต้องฉีดสารทึบรังสีต้องงดอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนทำการตรวจ เพื่อให้เห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อเป็นภาพ 3 มิติ และบอกความแตกต่างของความผิดปกติได้หลายพันระดับ จึงช่วยให้แพทย์อ่านความผิดปกติของอวัยวะนั้น ๆ ได้ละเอียดและแม่นยำกว่า ซึ่งในการตรวจเอกซเรย์ธรรมดาจะไม่มี และการเอกซเรย์ธรรมดาจะให้ภาพแค่ 2 มิติ ไม่สามารถบอกความลึกได้ และบอกความแตกต่างของความผิดปกติในภาพได้เพียง 5 ระดับส่วนการจะตรวจรอยโรคด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นกับแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้เลือกการตรวจที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น ๆ และรอยโรคนั้น ๆ
นอกจากนี้การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan ก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากการตรวจ CT scan ในหลายโรค จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสี ซึ่งสารทึบรังสีนี้จะไม่ใช้กับผู้ที่แพ้ไอโอดีน ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง ผู้ที่เป็นโรคไต เพราะอาจมีอาการแพ้ได้ ถ้าแพ้เล็กน้อยอาจมีผื่นคันขึ้นตามใบหน้า ลำตัว ถ้ารุนแรงขึ้นอาจมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าถึงขั้นรุนแรงมากอาจเกิดความดันโลหิตต่ำและช็อกเสียชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น แพทย์ก็จะฉีดยากันแพ้ให้ก่อนการตรวจ หรืออาจใช้การตรวจด้วยวิธีอื่น เช่น อัลตราซาวด์ หรือ MRI แทน จึงไม่ต้องวิตกกังวล

ที่มาข้อมูล:คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล