ครม.เห็นชอบใช้กัญชารักษาโรค ทดลองใช้ 5 ปี

17 พ.ย.
โฆษกรัฐบาล

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ พ.ศ. หรือ ที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.กัญชา  โดยให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522  เพื่อส่งกลับไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า

สาระสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติม คือ ห้ามมิให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต เฉพาะกรณีจำเป็น เพื่อประโยชน์ของทางราชการ /ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต และกำหนดให้การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครอง ไม่เกินจำนวนที่จำเป็น สำหรับการใช้รักษาโรคเฉพาะ หรือ สำหรับปฐมพยาบาลในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน  และให้ใช้ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ หากเป็นการรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลป์ หรือ เพื่อศึกษาวิจัย

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้ผู้รับอนุญาตสามารถจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ในสถานที่ที่ระบุไว้เท่านั้น ขณะเดียวกัน เพิ่มเติมอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจในการกำหนดเขตพื้นที่ เพื่อทดลองปลูกพืชที่เป็น หรือ ให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5  รวมถึง ผลิตและทดสอบยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ตามพื้นที่กำหนด หรือ กำหนดเขตพื้นที่ให้เสพกระท่อม หรือ ครอบครองยาเสพติดประเภท 5 ในปริมาณที่กำหนด

เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้เลย จึงแก้ให้มีการนำเข้า ส่งออกได้ แต่ต้องนำมาใช้ในการรักษาพยาบาลเท่านั้น  และยกเว้นให้มีกัญชา กระท่อมไว้ในครอบครองได้ แต่มีไว้เฉพาะในการรักษาพยาบาล เช่น ผู้ป่วยมีไว้ในครอบครองไม่มีความผิด  และการเพิ่มความสามารถในการทำเพื่อรักษาโรค คือ หมอสามารถนำกัญชา หรือ สารเสพติดประเภท 5 มาใช้ในการสั่งยาและรักษาโรคได้ และให้สามารถเสพได้ในพื้นที่ที่กำหนด  แต่คนที่จะผลิตหรือจำหน่าย เสพ หรือมีไว้ในครอบครอง มีโทษทั้งหมด

“สิ่งนี้จะปลดล็อกให้หมอ คนไข้ การพกพาในจำนวนจำกัด ไม่มีความผิด  ขอเน้นย้ำว่า ทั้งหมดนี้ เพื่อรักษาและใช้ในเชิงการแพทย์เท่านั้น โดยคณะกรรมการ ป.ป.ส.และกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นผู้ให้อนุญาตเรื่องพื้นที่ที่สามารถปลูกได้  ไม่ได้หมายความว่าปลูกหลังบ้านก็ได้ ต้องเป็นพื้นที่ที่เห็นว่าเหมาะสม และการนำไปสู่การผลิต ต้องระบุว่าใครบ้าง และต้องมีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่อิสระ”

ที่มาข้อมูล:สำนักโฆษก ทำเนียบรัฐบาล