ครมเห็นชอบร่างกฎหมาย PPP ฉบับใหม่

07 เม.ย.
01

     เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการร่วมลงทุนฯ) ด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 เพื่อให้กำหนดนโยบายของรัฐชัดเจนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ หากเข้าข่ายการลงทุนแบบดังกล่าวจะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน  มีมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนให้แก่โครงการร่วมลงทุนอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง  กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการจัดทำโครงการร่วมลงทุนอย่างกระชับ ชัดเจน เปิดเผย และตรวจสอบได้ เพราะได้นำหลักเกณฑ์ของนำแนวทาง PPP Fast Track ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาบรรจุเป็นกฎหมายหลัก ทำให้ทุกหน่วยงานศึกษาการเริ่มต้นโครงการไปพร้อมกัน ทำให้ลดระยะเวลาขั้นตอนศึกษาจนถึงการลงนามก่อสร้างจาก 25 เดือน เหลือเพียง 9 เดือน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนมากขึ้น

“ ระบบ PPP Fast Track ที่ใช้อยู่เป็นการดำเนินการมติ ครม. เมื่อเห็นว่ามีประสิทธิภาพ เร่งรัดโครงการให้เกิดขึ้นโดยเร็ว จึงนำมาบรรจุอยู่ในกฎหมายแม่ เพื่อให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่สานต่อเดินหน้าได้ และยังให้อำนาจคณะกรรมการ PPP กำหนดแนวทาง Fast Track ได้เพิ่มเติม เพื่อเสนอ ครม.พิจารณา ปัจจุบันโครงการ PPP Fast Track ที่ดำเนินการไปแล้ว 5 โครงการ เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ชมพู ตั้งแต่เริ่มตั้งโครงการคืบหน้าจนถึงการลงนามก่อสร้างใช้เวลา 9 เดือน และยังมีอยู่อีก 11 โครงการลงทุนอยู่ระหว่างเดินหน้าโครงการ  รวมทั้งยังได้กำหนดประเภทกิจการที่ต้องเข้าสู่กฎหมายร่วมลงทุน 12 กิจการ เช่น การสร้างถนน มอเตอร์เวย์ ทางหลวง กิจการรถไฟฟ้า ท่าเรือ สนามบิน พลังงาน โทรคมนาคม โรงพยบาล โรงเรียน ศูนย์ประชุม ที่อยู่อาศัย วิทยาศาสตร์ 4.0 โดยจะมีคณะกรรมการจาก 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาโครงการเข้าแผนร่วมลงทุน “

สำหหรับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการร่วมลงทุนฯ มีสาระสำคัญดังนี้

  1. “Facilitation” การส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ขั้นตอนง่าย กำหนดให้มีมาตรการสนับสนุนโครงการร่วมลงทุน (PPP Promotion) และให้คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาแก้ไขปัญหา อุปสรรค หรือความล่าช้าเกี่ยวกับโครงการร่วมลงทุนที่เกิดขึ้นจากกฎหมายหรือระเบียบ ยกระดับกองทุน PPP ให้สามารถสนับสนุนโครงการ PPP ได้มากขึ้น
  2. “Alignment” ทำให้โครงการร่วมลงทุนสอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงการของประเทศ และเป็นไปตามหลัก PPP สากล ให้มีการจัดทำแผนพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (National Infrastructure Plan) ที่ชัดเจน มุ่งเน้นการร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ กำหนดเป้าประสงค์ของการจัดทำและดำเนินโครงการร่วมลงทุนที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน (Partnership) ซึ่งรวมถึงเรื่องการจัดสรรความเสี่ยงและผลประโยชน์ตอบแทนระหว่างรัฐและเอกชน
  3. “Streamline” มีขั้นตอนกระชับ ชัดเจน รวมถึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนให้กระชับ มีการนำเอาหลักการของมาตรการ PPP Fast Track มาบัญญัติไว้ในขั้นตอนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน คณะกรรมการ PPP สามารถกำหนดกรอบระยะเวลาเร่งรัดการจัดทำและดำเนินโครงการร่วมลงทุนได้
  4. “Transparency” มีการเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน กำหนดหลักเกณฑ์ และขั้นตอนในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในทุกขั้นตอนให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเปิดเผยสรุปข้อมูลโครงการร่วมลงทุนในรูปแบบที่เข้าใจง่ายต่อสาธารณชน และหน่วยงานตรวจสอบให้ทราบ

ที่มาข้อมูล:สำนักโฆษก ทำเนียบรัฐบาล